ปลดล็อค ‘Hit The Plateau’ ภาวะเบิร์นให้ตาย ร่างกายก็ไม่เผาผลาญ

ปลดล็อค ‘Hit The Plateau’ ภาวะเบิร์นให้ตาย ร่างกายก็ไม่เผาผลาญ

ปลดล็อค ‘Hit The Plateau’

ภาวะเบิร์นให้ตาย ร่างกายก็ไม่เผาผลาญ

         คนลดน้ำหนักหลายคนฝากความหวังในการฟิตแอนด์เฟิร์มเอาไว้ที่ตัวเลขบนตราชั่ง เมื่อถึงจุดที่น้ำหนักบนมาตรวัดไม่ขยับลงติดต่อกันเป็นเวลานาน จึงใช้ความเครียด ความวิตกกังวล และความพยายามเป็นแรงผลักดันในการลดน้ำหนักอย่างเอาเป็นเอาตายอีกสักตั้ง ด้วยการคุมปริมาณการกินให้น้อยลงกว่าเดิม และออกกำลังกายให้หนักยิ่งขึ้นไปอีก แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่อาจทำให้ตัวเลขที่หยุดนิ่งขยับลงต่อไปได้ สภาวะนี้ เราเรียกกันว่า ‘Hit The Plateau’ หรือสภาวะเบิร์นจนชนกำแพง

         Hit The Plateau ยังมีชื่อเรียกเป็นภาษาปากได้อีกชื่อหนึ่งว่า ‘หิดปลาทู’ เกิดขึ้นเมื่อร่างกายเผชิญความเครียดจากการลดน้ำหนักด้วยรูปแบบเดิมๆ มาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะรูปแบบการลดน้ำหนักแบบ ‘กินน้อยๆ เบิร์นมากๆ’ เพราะร่างกายจะปรับกระบวนการเผาผลาญให้ทำงานได้น้อยและช้าลงตามปริมาณการกินของเรา ส่งผลให้การลดน้ำหนักตามตารางหรือคอร์สที่วางไว้ไม่ค่อยเห็นผล หรือเห็นผลอย่างมากก็เพียงช่วยประคองตัวเลขบนตราชั่งไม่ให้เพิ่มขึ้น แม้แผนเดิมที่ว่านี้จะเคยใช้ได้ผลกับการลดน้ำหนักช่วงแรกๆ ก็ตาม

         ในขณะที่เราใช้ความพยายามอย่างสุดโต่ง เพื่อเอาชนะร่างกายด้วยการกินให้น้อยที่สุดและออกกำลังกายให้เข้นข้นขึ้น คือ ช่วงเวลาเดียวกับที่ร่างกายกำลังพยายามดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด เพราะการที่เรากินอาหารน้อยลงเรื่อยๆ นั้น ร่างกายจะสูญเสียพลังงานและอาจเกิดภาวะอันตรายได้  ร่างกายจึงปรับตัวเพื่อป้องกันการลดน้ำหนักมากเกินไป จึงเข้าสู่ภาวะโหมดจำศีล ใช้ระบบเผาผลาญให้น้อยที่สุด   ภาวะนี้เรียกว่า ‘การต่อต้านของระบบเผาผลาญ’ นี้ มีชื่อนิยามในภาษาอังกฤษว่า ‘Metabolic Resistance’

         ไม่เพียงเท่านี้ ร่างกายที่กำลังดิ้นรนยังเรียกร้องให้เราสรรหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติม เพื่อฟื้นฟูระบบเผาผลาญให้กลับไปทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอีกด้วย โดยแสดงความรู้สึกออกมาในรูปแบบของความหิวโหย อาการอยากกินของหวาน อ่อนแรง วิตกกังวล ซึมเศร้า เหมือนร่างกายพยายามกรอกหูเราอยู่ตลอดเวลาว่าให้กินเพิ่มขึ้น และหยุดออกกำลังกายหนักๆ เพื่อแย่งแหล่งพลังงานของฉันไปเสียที

         จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราถึงควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายระหว่างแพลนลดน้ำหนักอยู่ตลอดเวลา เพราะระบบย่อยของคนเรานั้นฉลาด จนได้รับการขนานนามว่า ‘สมองที่สองของร่างกาย’ นั่นเอง

         เมื่อร่างกายในสภาวะ Hit The Plateau เราสามารถปรับสภาพรับมือกับการออกกำลังกาย และตารางการกินอาหารเพื่อสุขภาพของเราได้ เพื่อให้ระบบเผาผลาญกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง เหมือนตอนก่อนเริ่มลดน้ำหนัก ด้วยวิธีง่ายๆ ดังต่อไปนี้

กินให้มากขึ้นเพื่อกระตุ้นระบบเผาผลาญ

         การจะทำให้ระบบเผาผลาญตื่นตัวกลับมาทำงานได้ดีต้องอาศัยปัจจัยกระตุ้น เริ่มจากเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัวอย่าง ‘การกิน’ โดยคงการกินอาหารที่มีประโยชน์ไว้ตามเดิม แต่เน้นเพิ่มแป้งและโปรตีนขึ้นราว 5-10 % ของจำนวนแคลอรีที่ต้องได้รับในแต่ละวัน แน่นอนว่าเทคนิคนี้จะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น และอาจทำให้คนไดเอ็ตใจเสียเล็กน้อย แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะตัวเลขบนตราชั่งจะกระเตื้องขึ้นไม่มาก เมื่อถึงจุดที่ระบบเผาผลาญพร้อมที่จะกลับมาเดินเครื่องเต็มสูบ เราสามารถกลับมาเริ่มต้นแพลนลดน้ำหนักตามเดิมได้ทันที โดยระยะการกินเพื่อเพิ่มน้ำหนักนี้ควรใช้เวลาประมาณ 12-16 สัปดาห์

 
คงการออกกำลังกายไว้แต่ปรับรูปแบบการเล่น

         อีกหนึ่งตัวช่วยที่การันตีว่าน้ำหนักเราจะไม่โยโย่แบบพุ่งกระฉูดในช่วงที่กินเพื่อเพิ่มน้ำหนักอยู่ คือการออกกำลังกายควบคู่ไปพร้อมกันเสมอ และอย่าลืมปรับตารางการออกกำลังกายให้มีความหลากหลาย โดยเน้นการบริหารให้ครบทุกส่วนด้วย แต่ให้คงความเข้มข้นและความถี่ในการเล่นต่อสัปดาห์ไว้เท่าเดิม เพื่อสับขาหลอกร่างกายที่จดจำแพลนออกกำลังกายแบบเดิม ให้เดินเครื่องเบิร์นไขมันที่สะสมต่อไปได้

พักผ่อนให้เพียงพอเพื่อควบคุมอาการอยากอาหาร

         เวลานอนร่างกายคนเราจะมีกระบวนการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ซึ่งกระบวนการนี้ต้องอาศัยพลังงานจากการเผาผลาญด้วยเช่นกัน ฉะนั้น หากต้องการให้ระบบเผาผลาญทำงานได้อย่างต่อเนื่อง จึงไม่ควรละเลยการนอนอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน ที่สำคัญ ต้องเป็นการนอนหลับพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ คือต้องหลับลึกและหลับสนิท เพราะจะช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ฮอร์โมนซึ่งช่วยควบคุมอาการอยากอาหาร พร้อมลดฮอร์โมนเลปทิน (Leptin) ตัวการทำให้รู้สึกหิว สังเกตได้ว่า เวลาเราอดนอนหรือนอนไม่พอ ร่างกายมักกระตุ้นให้เราอยากอาหารและของหวานเสมอ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายที่อ่อนเพลียกลับมามีชีวิตชีวา

         อีกประเด็นสำคัญที่ละเลยไม่ได้เลยในการฟื้นฟูระบบเผาผลาญที่พังครืน คือการลดน้ำหนักด้วยความเคร่งเครียด และเอาแต่จดจ่อกับผลลัพธ์เป็นตัวเลข เพราะพฤติกรรมดังกล่าว นอกจากจะทำให้ไม่มีความสุขแล้ว การลดน้ำหนักด้วยการกดดันตัวเอง ยังเสี่ยงทำให้เกิดความรู้สึกท้อและถอดใจ นำไปสู่การกินแบบขาดสติเพื่อระบายความเครียด จนน้ำหนักตัวเด้งกลับมามากกว่าเดิม

 

การใช้ตัวช่วยอย่าง L-carnitine, HCA และโครเมี่ยม ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง ที่จะช่วยเพิ่มกระบวนการเผาผลาญหากคุณไม่อยากรีเซ็ทระบบใหม่

YOU CAN DO
EVEN BETTER

SANA+

Powered by MakeWebEasy.com